เมื่อวานฉันให้ Gemini วิเคราะห์พอร์ตลงทุนว่าถ้าฟองสบู่แตกขึ้นมา พอร์ตฉันจะฉิบหา… เอ่อ… จะเสียหายแค่ไหน

เรื่องของเรื่องคือ ช่วงนี้ฉันเห็นว่ามีกระแสที่บอกว่า ‘ฟองสบู่จะแตกแล้ว’ ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ

ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะแตกจริงมั้ย จะแตกเมื่อไหร่ และจะแตกระดับไหน เพราะฉันเองก็เป็นแค่นักลงทุนมือใหม่ไง

คือฉันเป็นมนุษย์รุ่นโบราณที่เพิ่งจะได้ออกมาจากถ้ำมาเจอโลกของการลงทุนเมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้เอง มันก็เลยเป็นการลงทุนของมนุษย์น้าที่เหลือเวลาอีกไม่นานก็จะถึงวัยเกษียณแล้ว

ดังนั้น การลงทุนของฉันจึงค่อนไปทางอนุรักษ์นิยมหน่อยๆ

🙊: ใช่เหรอ? ตัวซิ่งๆ พาดิ่งลงเหวได้ง่ายๆ ก็เห็นมีอยู่หลายตัวนะ เห็นชอบซื้อตามชาวบ้านไม่ใช่เหรอเรา?

แล้วยิ่งกูรูทั้งหลายชอบเตือนด้วยว่า ‘ควรกระจายความเสี่ยงเพื่อให้พอร์ตอยู่รอดได้ในทุกๆ สถานการณ์หรือทุกๆ วิกฤตนะ’ ด้วยอีก ฉันก็เลยกระจายมั่วไปหมด แล้วดันเป็นการกระจายแบบกระจุกด้วย อะพิโธ่อะพิถัง…

ถ้านึกภาพไม่ออกก็แบบ… มี S&P 500 แล้ว ก็ยังมี Nasdaq-100 แล้วก็มี Semiconductor แล้วยังมีหุ้นเทครายตัวแบบตัวท็อปๆ ที่มีอยู่แล้วใน S&P 500 กับ Nasdaq-100 อีก บางตัวอยู่ใน Semiconductor ด้วย

คือถ้าฟองสบู่แตกขึ้นมา พอร์ตนี้ก็น่าจะแหลกสลายไปเหมือนกัน

แต่ไม่เป็นไร… ฉันยังพอมีหุ้นปันผลสัญชาติไทยอยู่บ้าง กับกองทุนตราสารหนี้นิดหน่อย แล้วก็ทองคำ แล้วก็บิตคอยน์ (อันหลังนี้ไม่อยากจะนับรวมด้วยสักเท่าไหร่ เพราะมูลค่าของมันยังน้อยกว่าค่าอาหารแค่มื้อเดียวของบางคนซะอีก)

ขอเล่าประวัติการลงทุนอันน้อยนิดของฉันสักหน่อย

คือฉันเริ่มต้นด้วยการซื้อกองทุนรวมดัชนีหุ้นต่างประเทศก่อน (ไม่ขอนับกองทุนรวมดัชนีหุ้นไทยที่ไม่อยากพูดถึง และลบออกจากความทรงจำไปอย่างถาวรแล้ว เหอะๆ) ซึ่งซื้อใน SCBAM Fund Click

แล้วก็เริ่มต้นซื้อแบบคนไม่มีความรู้อะไร คือฉันเชื่อกูรูด้านการลงทุนที่บอกว่า ถ้าคุณเป็นคนโง่ คุณก็ลงแค่กองทุนดัชนี S&P 500 ไปนั่นแหละ ไม่ต้องไปคิดเยอะ (จริงๆ ข้อความต้นฉบับไม่ได้พูดแบบนี้นะ อันนี้ฉันมาตีไข่ใส่สีให้เข้ากับตัวเอง ก็เพราะฉันเป็นคนโง่จริงๆ อะ)

คนโง่ ก็จงลงทุนแบบคนโง่ คือลงทุนแบบที่ไม่ต้องใช้สมองเยอะและไม่ต้องใช้ความสามารถอะไร ซื้อทั้งทีก็จงซื้อแบบเหมาเข่งไปให้หมดให้จบๆ ไป จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวตามหุ้นทีละตัว

แต่ด้วยความโลภ เลยรู้สึกว่า ตัวเดียวมันไม่พอมั้ย… มันกำไรน้อยอะ ก็เลยศึกษาเพิ่มเติมนิดหน่อย แล้วก็งอกมาอีก 4 กอง คือ Nasdaq-100, Semiconductor, World, Gold

ซึ่ง 3 ตัวแรกน่ะแหละที่ฉันบอกว่ามันกระจุก นั่นก็คือ S&P 500, Nasdaq-100 แล้วก็ Semiconductor เพราะมันเกาะอยู่ประเทศเดียวกัน อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันหรือใกล้ๆ กัน คือถ้ามันร่วง มันก็จะร่วงพร้อมกันทั้ง 3 กอง อะไรประมาณนั้น

ฉันเลยมองว่ามันคือกองเดียวกัน แต่แบ่งเป็น 3 กองย่อยตามระดับความซิ่ง คือ S&P 500 ซิ่งน้อยสุด ก็ซื้อเยอะหน่อย, Nasdaq-100 ซิ่งขึ้นมาหน่อย ก็ลดสัดส่วนลงมา แล้วก็ Semiconductor ซิ่งสุดๆ ไปเลย ก็อย่าไปซื้อเยอะ แต่มีไว้เผื่อฟลุคมันพุ่งแรงๆ ฉันจะได้มีความสุขกับการเห็นตัวเลขพุ่งๆ เยอะๆ อะไรประมาณนี้

ส่วนกอง World กับ Gold ก็คือขั้วตรงข้ามกัน ตัวแรกเสี่ยงน้อยสุด ตัวหลังผันผวนหน่อยแต่มีประโยชน์ในอนาคตก็เอาไว้ค้ำพอร์ตไป ตามคำแนะนำของหลายๆ คน

หลังจากนั้น Dime เริ่มมาแรง ฉันก็เลยแห่ไปลองกับเขาด้วย ก็พบว่าหน้าตามันดูใช้งานง่ายเป็นมิตรกับผู้ใช้งานดีนะ แถมยังซื้อหุ้นรายตัวได้ด้วย ตอนนั้นก็เลยเห่อของใหม่ อยากลองซื้อหุ้นอเมริการายตัวดูบ้าง ก็พยายามไปศึกษาตามช่อง Youtube ที่เขาสอนและให้คำแนะนำเรื่องหุ้นอเมริกา (ที่ทุกคนน่าจะรู้จักกันดี) เลยได้หุ้นอเมริกามานิดหน่อย 16 ตัว (นี่มันนิดหน่อยตรงไหนกัน!)

ตอนที่เห่อใหม่ๆ สนุกมาก (สนุกจนลืมดูสังขาร) เขาแนะนำให้ซื้อตัวนี้ ฉันก็ซื้อตามเขา เขาแนะนำให้ซื้อตัวนั้น ฉันก็ซื้อตามเขา … ก็บอกแล้วว่าฉันลงทุนแบบคนโง่

แต่ก็โชคดีที่หุ้นรายตัวที่ซื้อไว้ส่วนมากมันเขียวหมด มีติดแดงอยู่ 4 ตัว แต่ภาพรวมคือกำไรดีเลยแหละ

ทนเล่นหุ้นรายตัวอยู่เกือบครึ่งปีมั้ง ช่วงนั้นวันๆ แทบจะไม่มีกะจิตกะใจทำอะไร เอาแต่ตามข่าวว่าวันนี้บริษัทนี้มีข่าวร้ายอะไรมั้ย เพราะถ้ามีข่าวร้ายก็แปลว่าหุ้นมันจะร่วง หรือบริษัทนั้นโดนแฉหรือโดนฟ้องอะไรหรือเปล่า ซึ่งมันก็จะกระทบต่อราคาหุ้นอีก

จนสุดท้ายก็มานั่งถามตัวเองว่า “นี่หล่อนกำลังทำอะไรอยู่กันแน่? นี่หรือคือชีวิตที่หล่อนอยากจะมี?” วันๆ เอาแต่ตามข่าว ดูข่าว อ่านโพสต์วิเคราะห์นั่นนู่นนี่บลาๆ เงี้ยเหรอ?

เราเป็นเป็ดป่านะเว้ย! ชีวิตเราต้องชิว เดินบิดก้น จกจอกแหน แล้วสะบัดน้ำไปวันๆ ดิ!

ไอ้ที่ทำอยู่มันห่างไกลคำว่าชิวไปแบบ 1,800 องศาเลยนะ

ไม่เอาแล้ว! พอกันที!

และนั่นคือจุดจบของการซื้อหุ้นอเมริกาแบบรายตัวค่ะ ต่อให้กำไรดี หรือจะพุ่งสัก 200% ก็ไม่เอาแล้ว มันเหนื่อย! มันขัดกับจริตการใช้ชีวิตของฉันมากๆ

สุดท้าย ฉันเลยกลับมาซบกองทุนรวมดัชนีและ ETF เหมือนเดิม ซื้อแบบเหมาๆ สบายกว่าเยอะ ไม่ต้องตามข่าว ไม่ต้องสรรหาบทวิเคราะห์เศรษฐกิจ การเมือง สงคราม บลาๆ

วันๆ ก็แค่หลับหูหลับตาหยอดกระปุกซื้อตัวที่มีอยู่แล้วทีละนิดทีละหน่อย สะสมไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็พอกพูนกองพะเนินเหมือนความขี้เกียจที่ฉันเคยสะสมจนสำเร็จมาแล้วในอดีตนั่นแหละ

ส่วนบิตคอยน์นี่ก็… เห็นคนอื่นเขามีกัน ฉันในฐานะที่เป็นวัยสะรุ่นก็ต้องตามเทรนด์กับเขาบ้าง มีติดก้นกระเป๋าไว้นิดนึง เพื่อให้ดูอินเทรนด์ไปงั้นแหละ

ส่วนหุ้นปันผลไทยก็ตามเทรนด์เหมือนกัน คนอื่นเขารับปันผลกันมาหลายศตวรรษละ ฉันที่เพิ่งออกจากถ้ำมามีเหรอจะไม่อยากมีกับเขาบ้าง ก็เลยซื้อตามๆ เขาไปอีกแล้ว

ก่อนจบประวัติการลงทุนของฉัน ขอกลับมาที่หุ้นรายตัวอเมริกานิดนึง ตอนนี้ฉันกลับมาหยอดกระปุกสะสมเพิ่มอยู่ตัวนึงค่ะ เป็นตัวที่เคยซื้อมาตั้งแต่ตอนที่เห่อใหม่ๆ ที่เล่าไว้ข้างบนเลย แล้วกำไรมันก็พุ่งพรวดๆ

ที่กลับมาซื้อรอบนี้ไม่ใช่เพราะกระแสหรือเทรนด์อะไร แต่เป็นเพราะฉันใช้งาน AI และ Ecosystem ของมันอย่างเต็มรูปแบบต่างหาก

ใช่ค่ะ… มันจะเป็นหุ้นตัวไหนได้อีก ถ้าไม่ใช่ GOOGLE!!!!!

ทุกวันนี้ฉันเสียอธิปไตยทางการเงินให้ผลิตภัณฑ์ของมันเยอะมากๆ (เอาเฉพาะในเว็บไซต์นี้ คุณน่าจะเห็นคำว่า ‘Gemini’ แทบจะในทุกๆ โพสต์ของฉันเลยมั้ง นั่นแหละคือส่วนหนึ่งที่ฉันจ่ายให้มัน Gemini แบบเสียตังค์!) จนฉันรู้สึกว่าขนาดคนงกอย่างฉันยังต้องยอมควักกระเป๋าจ่ายให้มันเลย แล้วคนอื่นจะเหลือเหรอ

ถ้าต้องเสียเงินขนาดนี้แล้วก็อย่ายอมเสียไปฟรีๆ ต้องรู้จักถอนทุนคืนซะบ้าง การซื้อหุ้นของมันในวันนี้ ก็คือการได้ส่วนแบ่งจากเงินของคนทั้งโลกที่ยอมจ่ายให้มัน ไม่แน่ว่าต่อไปผลตอบแทนที่มันจะให้กลับมา พอหักลบกับส่วนที่เราจ่ายให้มันไป อาจจะได้กำไรก็ได้นะ!

และนั่นทำให้ฉันมีกำลังใจในการสะสมหุ้น Google ต่อไปค่ะ

เหตุเพราะความงกล้วนๆ!

เผื่อใครอยากรู้ว่าพอร์ตฉันมีสัดส่วนประมาณไหน ก็ประมาณนี้ค่ะ พอร์ตจิ๋วๆ ของวัยรุ่นตอนท้ายๆ:

  • หุ้นปันผลไทย 37.3%
  • กองทุนดัชนีหุ้นต่างประเทศ + ETF 29.2%
  • กองทุนตราสารหนี้ 20.1%
  • ทองคำ 9.7%
  • หุ้น USA รายตัว 2.8%
  • BTC 0.9%

กลับมาที่ ‘ถ้าเกิดฟองสบู่แตกขึ้นมาจริงๆ’ พอร์ตฉันจะกระจุยกระจายขนาดไหน

ด้วยความสงสัย ฉันก็เลยลองเอาไปถาม Gemini ดู ว่าพอร์ตของฉันมีสิทธิ์จะกลายเป็นจุลไปเลยมั้ย แล้วถ้ามันเกิดวิกฤตขึ้นมาจริงๆ จะเกิดนานแค่ไหน และฉันควรทำยังไงต่อไป

นี่คือคำตอบจาก Gemini:

ถ้าฟองสบู่แตก พอร์ตนี้จะไม่ถึงกับแหลกสลายแต่จะติดลบรวมราว 18% ถึง 25% โดยกลุ่มเทคจะดิ่งหนักสุด ส่วนหุ้นไทยร่วงปานกลาง โชคดีที่มีเงินสด และทองคำประคองไว้กว่า 30% คอยเป็นเกราะช่วยพยุงไม่ให้มูลค่าดิ่งลึกเท่าตลาด กรอบเวลาฟื้นตัวกลับมาเท่าทุนคาดว่าอยู่ที่ 1 ถึง 2 ปี แต่อาจขยายเป็น 3 ถึง 5 ปีได้หากเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง วิธีรับมือคือเน้นอึดทำ DCA ต่อไปเพื่อเก็บของถูกในช่วงวิกฤต และเตรียมโยกเงินสดในกองทุนรวมตราสารหนี้ไปช้อนซื้อสะสมตอนตลาดลบหนักๆ เพื่อช่วยให้พอร์ตฟื้นตัวเร็วขึ้น

อ่านแล้วไม่สบายใจ 6 ส่วน พอทำใจได้อีก 4 ส่วน

และดูเหมือนจะยังมีอีกอย่างหนึ่งที่ Gemini ไม่ได้แนะนำถ้าเกิดวิกฤตขึ้นมาจริงๆ นั่นก็คือ ให้ปิดจอ แล้วไปเรียนแต่งหน้า นั่งสมาธิ ดำน้ำ ปลูกปะการัง ทำอาหาร นวดสปา ปลูกป่า ดำนา ดูดิสนีย์ออนไอซ์ แรลลี่ ตีกอล์ฟ ล่องเรือ ส่องสัตว์ ชอปปิ้ง ดูงิ้ว ดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ดินเนอร์ ทำขนม จัดดอกไม้ เที่ยวตลาดน้ำ เรียนถ่ายรูป ดูกายกรรม ชมเมืองเก่า เข้าสัมมนา ทัวร์ธรรมะ เรียนเต้น แล้วก็ร้องเพลง

พูดง่ายๆ คือถ้าวิกฤตใหญ่มันมาจริงๆ ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี นอกจากแกล้งหลับแล้วค่อยตื่นขึ้นมาอีกทีในอีก 1-5 ปีข้างหน้า

จบ

Leave a Comment